เคล็ดลับผิวสวย

สาว ๆ เคยแปลกใจกันบ้างไหมคะ ว่าฤดูที่ทำให้ผิวเราคล้ำเสียได้ง่ายที่สุดนั้น บางทีก็ไม่ใช่หน้าร้อนเสมอไป แต่กลับกลายเป็นฤดูที่อากาศเย็นสบายอย่างฤดูหนาวไปซะนี่ นั่นก็เพราะว่าเรามักทุ่มดูแลผิว ปกป้องผิวจากแดดเสียดิบดีในฤดูร้อน เพราะรู้อยู่แล้วว่าแดดในฤดูร้อนนั้นจัดจ้าแสบผิวขนาดไหน แต่ในฤดูหนาวมีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่เหนียวตัว สบาย ๆ แบบนี้เลยทำเอาสาว ๆ ทำตัวสบาย ๆ จนลืมดูแลผิวพรรณไปด้วย รู้ตัวอีกทีผิวก็เริ่มคล้ำเสียซะแล้ว

นั่นก็เพราะแม้อุณหภูมิของอากาศจะเย็นลง แต่ในแสงแดดที่ยังคงส่องอยู่ ก็ยังคงมีรังสียูวีตัวร้ายอยู่นั่นเอง โดยเฉพาะรังสี UVA ที่แฝงกายทำร้ายผิว ทั้งทำให้ผิวคล้ำเสีย ทั้งก่อริ้วรอยที่ไม่พึงปรารถนา ยิ่งเมื่อรวมกับอากาศแห้งในฤดูหนาวยิ่งทำให้ผิวพรรณทั้งแห้งทั้งเหี่ยวเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นครีมกันแดดจึงยังคงเป็นไอเท็มที่สาว ๆ ขาดไม่ได้อยู่นั่นเองค่ะ(และก็ยังจำเป็นไม่ว่าจะในฤดูไหน ๆ ก็ตาม)

นอกจากครีมกันแดดจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แม้กระทั่งในฤดูหนาวแล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมก็นำเคล็ดลับ และเรื่องราวของการระวังดูแลผิวในฤดูหนาวมาฝากกันด้วยค่ะ

 เลือกใช้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอล เพื่อการปกป้องผิวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใครที่กำลังมองหาครีมกันแดดที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม ลองหันมาใช้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอล ทดแทนแบบเคมิคอลซึ่งเป็นครีมกันแดดส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาด ถึงแม้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอลจะมีเนื้อครีมที่เหนอะหนะ ทายากกว่าที่คุ้นเคย แต่ด้วยส่วนผสมของ ซิงค์ ออกไซด์ (Zinc Oxide) และ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ซึ่งช่วยป้องกันรังสีด้วยการสะท้อนกลับ อันช่วยให้มันปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดได้มีประสิทธิภาพว่า แถมยังทำงานได้นานกว่าครีมกันแดดทั่วไป ทำให้ไม่ต้องทาซ้ำหลาย ๆ ครั้งในระหว่างวันด้วย

 ระวัง “เหงื่อ” ศัตรูร้ายของครีมกันแดด

การทาครีมกันแดดเพียงครั้งเดียวในตอนเช้า ย่อมไม่เพียงพอแล้วต่อการปกป้องผิวได้ทั้งวัน การทาครีมกันแดดซ้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่เหงื่อออกเยอะ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เสียเหงื่อมาก ครีมกันแดดก็ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกเหงื่อชะล้างออกไปได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณจึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดซ้ำให้บ่อยขึ้นด้วยเช่นกัน

 ดูแลปัญหาผิวที่มีอยู่เดิมเป็นพิเศษ

หากคุณมีปัญหาผิวอยู่แต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นสิว ฝ้า กระ ริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวขาดความกระชับเต่งตึง ผิวเห่อแดง เมื่อเจอกับอากาศแห้งในฤดูหนาวผนวกกับแสงแดด อาจทำให้อาการต่าง ๆ เหล่านี้แย่ลงได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมบำรุง และเอาใจใส่ปัญหาผิวพรรณเหล่านี้เป็นพิเศษด้วย

 ใส่ใจอาหารที่กิน

อาหารอย่างผัก ผลไม้ นั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ในทางหนึ่ง ในขณะที่อาหารอย่างเนื้อแดง ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล และอาหารที่ผ่านการแแปรรูปแล้ว จะทำให้อาการอักเสบต่าง ๆ แย่ลงกว่าเดิม ฉะนั้นหากในฤดูหนาวนี้คุณมีอาการผิวแห้งแดง จากอากาศและแสงแดดก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนี้ด้วยค่ะ

และสุดท้ายนี้ นอกจากจะบำรุง ปกป้อง ทั้งผิวหน้าและผิวกายแล้ว อย่าลืมเอาใจใส่ผิวส่วนที่อ่อนบางอย่างริมฝีปาก ด้วยการใช้ลิปบาล์มที่ผสมสารกันแดด เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและปกป้องผิวส่วนนี้จากแสงแดดด้วยนะคะ

Written on December 31st, 2011 , Uncategorized

โรค

ความจริงเกี่ยวกับโรค NETs อัตราการป่วยที่เพิ่มแบบมีนัย (ไทยโพสต์)

พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ นายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าNeuroendocrine tumor (NETs) เป็นโรคมะเร็งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเกิดจากกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า Neuroendocrine cell ที่พบอยู่ทั่วไปในร่างกายของคน โดยมะเร็ง NETs นั้นมีหลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยมักจะพบในระบบทางเดินอาหาร ตับอ่อน และปอด

ทั้งนี้ เราสามารถจำแนกชนิดของ NETs ได้ตามลักษณะอาการที่แสดงออกได้เป็น 2 แบบคือ NETs ที่มีอาการ (Functional) และ NETs ที่ไม่มีอาการ (Nonfunctional)

โดย NETs ที่มีอาการนั้นจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกมาในปริมาณสูงจึงทำให้เกิดอาการหรือกลุ่มอาการต่างๆ ดังนั้นผู้ป่วยโรค NETs ที่มีอาการจึงอาจมีอาการแสดงทางคลินิกอันเนื่องมาจากฮอร์โมนที่หลั่งออกมามากจากเซลล์มะเร็งนั้น เช่น อาการท้องเสีย ปวดท้อง ส่วนผู้ป่วย NETs ที่ไม่มีอาการ อาจไม่มีอาการใด ๆ หรืออาจมีอาการอันเนื่องมาจากก้อนเนื้องอกมะเร็งที่ใหญ่ขึ้นจึงทำให้รู้สึกอึดอัด หรือคลำเจอก้อนได้

จากข้อมูลในปี พ.ศ.2547 พบว่า มีผู้ป่วยประมาณ 5 รายจากประชากร 100,000 คน ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น NETs อย่างไรก็ตามพบว่าอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และเป็นที่คาดการณ์ว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้จะเพิ่มขึ้นต่อไปอีก

ทั้งนี้ ระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วย NETs จะแตกต่างกันออกไปตามระยะการดำเนินของโรค ถ้ามีการลุกลามของมะเร็งไปยังส่วนอื่นของร่างกายที่นอกเหนือจากบริเวณที่เป็นโรคตั้งแต่แรก หรือที่เรียกกันว่า มะเร็งระยะแพร่กระจาย ค่ากลางของระยะเวลาการรอดชีวิต (Median Survival) อยู่ในช่วง 5 เดือน ในผู้ป่วยที่มีผลการตรวจชิ้นเนื้อมะเร็งเป็นชนิดรุนแรงมาก (poorly differentiated) และประมาณ 33 เดือนในผู้ป่วยที่ชิ้นเนื้อรุนแรงน้อยกว่า (well-differentiated) แต่โดยมากผู้ป่วย NETs มักจะได้รับการวินิจฉัยเมื่ออยู่ในระยะลุกลามแล้ว จากการรายงานพบว่าร้อยละ 40 ของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปอวัยวะใกล้เคียงหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น NETs แล้ว

มะเร็ง

ผู้ป่วย NETs ชนิดที่ก้อนมะเร็งอยู่ที่ตับอ่อน (Pancreatic NET) ระยะแพร่กระจายจะมีความรุนแรงของโรคมะเร็งมากกว่า NETs ชนิดอื่น ๆ โดยผู้ป่วย Pancreatic NET ที่อยู่ในระยะแพร่กระจายมีระยะเวลาการรอดชีวิตอยู่ที่เพียง 24 เดือนเท่านั้น

สำหรับผู้ป่วย NETs ชนิดที่ก้อนมะเร็งอยู่ที่บริเวณทางเดินอาหาร (Gastrointestinal NET) พบว่า ค่าระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่กระจายนั้นแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของก้อนมะเร็งที่เป็นจุดกำเนิด โดยระยะเวลาการรอดชีพของผู้ป่วยที่พบก้อนมะเร็งอยู่ที่บริเวณลำไส้ใหญ่ (colon) อยู่ที่ 5 เดือนเท่านั้น แต่สำหรับผู้ป่วยที่พบก้อนมะเร็งอยู่ที่บริเวณลำไส้เล็กส่วนกลางและส่วนปลาย (jejunal/ileal) จะมีค่าระยะเวลาการรอดชีวิตเท่ากับ 56 เดือน

ผู้ป่วยบางรายที่ไม่มีอาการชัดเจนอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยเป็นเวลาหลายปี ผู้ป่วยบางรายอาจจะได้รับการวินิจฉัยหลังจากผู้ป่วยเป็นโรคนี้แล้วนานประมาณ 5-7 ปี และแม้ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกมา ก็อาจได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็นโรคอื่น ๆ เนื่องจากอาการที่เป็นอาจคล้ายกับอาการของโรคอื่น เช่น โรค IBS (irritable bowel syndrome) จึงทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก

เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้ ได้แก่ การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed tomography ; CT), การตรวจภาพโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging ; MRI), การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารร่วมกับการอัลตราซาวด์ (endoscopic ultrasound) และการตรวจหาตัวรับชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Somatostatin Receptor ที่ก้อนมะเร็ง

ส่วนการตรวจคัดกรองสำหรับโรคนี้นั้นยังไม่มีการตรวจเนื่องจากประโยชน์ไม่ชัดเจนนอกจากนี้ การตรวจหาตัวบ่งชี้บางชนิดในเลือดหรือปัสสาวะเช่น chromogranin A (CgA) หรือ 5-HIAA ก็มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้เช่นกันในผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจเป็นโรค NETs ได้

วิธีการในการรักษาโรค NETs นี้ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ยังรวมถึงระยะการแพร่กระจายของโรคอีกด้วย โดยวิธีการรักษาในปัจจุบัน ได้แก่ การผ่าตัด การใช้รังสีรักษา เคมีบำบัด และยาอื่น ๆ

Written on December 29th, 2011 , Uncategorized

สมัยนี้คนจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจดูแลเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลอรีและไขมันต่ำ เพื่อรักษารูปร่างและควบคุมน้ำหนัก

ดังนั้นหากใครมีสูตรอาหารที่ลองทานแล้วได้ผล ก็มักจะบอกต่อๆ กัน หนึ่งในสูตรอาหารที่ควบคุมน้ำหนักที่ได้ยินบ่อยๆ คือ การงดกินอาหารจำพวกแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนมปัง บะหมี่ พาสต้า ถั่วอบแห้ง และผักที่ให้สารอาหารจำพวกแป้ง ได้แก่ มันฝรั่ง ข้าวโพด และ ฟักทอง หรือแม้แต่พวกผลไม้และผลิตภัณฑ์จากนมที่มี ฟรุคโตส และแลคโตส พูดง่ายๆ ว่าหากอยากควบคุมน้ำหนักแล้วก็ไม่มีสิทธิ์ชายตามองอาหารจำพวกแป้งหรืออาหารที่มีรสหวานได้เลย

และก็เป็นที่น่าสังเกตว่า มีอาหารลดน้ำหนักหลายสูตรแนะนำให้กินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ได้มากเท่าที่อยากกิน แต่ห้ามกินพวกคาร์โบไฮเดรต โดยอ้างว่าการกินอาหารที่ให้โปรตีนสูงจะช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันได้ดีกว่าการกินอาหารที่มีอัตราไขมันต่ำ

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเร็วๆ นี้พบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีน หรือมีไขมันต่ำ ต่างก็ให้ผลสำเร็จในการควบคุมน้ำหนักเหมือนกันหากทานต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี ขณะเดียวกันหากมัวแต่งดกินอาหารพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตอย่างจริงจัง จะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายดังนี้

• ร่างกายจะขาดวิตามิน บี ซึ่งจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานช้าลง

• หากงดกินผลไม้ หรือผักที่ให้สารอาหารประเภทแป้ง จะทำให้ร่างกายขาดใยอาหาร วิตามิน เอ ซี และ อี ซึ่งก่อให้เกิดอาการท้องผูก การมองเห็นตอนกลางคืนไม่ชัด ภูมิต้านทานต่ำ และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ตามลำดับ

• หากงดดื่มนมจะทำให้กระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้น เนื่องจากร่างกายขาดแคลเซียม

• การจำกัดอาหารประเภทแป้ง จะทำให้คุณหันไปกินไขมัน โปรตีน และเกลือมากขึ้นซึ่งเสี่ยงทำให้ระดับโคเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น โรคไต และความดันโลหิตสูง

ดังนั้นผู้ที่กำลังลดน้ำหนักหรือควบคุมอาหาร ไม่ควรมุ่งลดอาหารจำพวกแป้งอย่างเข้มงวดอีกต่อไป เพราะจริงๆ แล้ว คาร์โบไฮเดรตไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด แต่กลับเป็นพวกไขมันกับน้ำตาลมากกว่าที่เป็นตัวการสำคัญ ดังนั้นเราควรเลือกกินอาหารที่มีคุณค่า มีสัดส่วนตามธงโภชนาการ นั่นคือกินอาหารจำพวกแป้งเป็นจานหลัก เช่น ขนมปังโฮลวีท ข้าวกล้อง เป็นต้น เพื่อให้พลังงานเพียงพอต่อร่างกาย รวมถึงใยอาหารและวิตามินต่างๆ นอกจากนั้นยังช่วยทำให้อิ่ม ไม่หิวเร็ว และที่สำคัญคือ ไม่กินมากเกินความจำเป็น

กินผลไม้และผัก โดยต้องให้ได้ 2- 3 ส่วนของปริมาณอาหารแต่ละวัน เนื่องจากประกอบด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ส่วนอาหารประเภทโปรตีนควรทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันไม่มาก เช่น เนื้อปลา อกไก่ กินเต้าหู้ไม่เกิน 12 ช้อนโต๊ะต่อหนึ่งวัน กินผลิตภัณฑ์จากนมเพื่อป้องกันการขาดแคลเซียม ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานและไขมันมาก เช่น ของทอด มันฝรั่งทอด เค้ก ของหวาน ไอศกรีม น้ำหวานต่างๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลสำเร็จ คือ เราต้องใช้พลังงานให้มากกว่าที่กินเข้าไป ดังนั้นหากคุณเลือกกินอาหารที่ให้แคลอรีต่ำ ควบคู่กับการออกกำลังกายแล้ว แน่นอนว่าสามารถควบคุมน้ำหนักได้แน่นอน วิธีนี้ทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอใครและไม่เปลืองเงินด้วยนะครับ

Written on December 28th, 2011 , Uncategorized

โทรศัพท์มือถือ

สมาร์ทโฟนกับสุขภาพ (หมอชาวบ้าน)

ฉบับนี้ขอเขียนถึงเรื่องที่กำลังฮิต นั่นคือเรื่อง สมาร์ทโฟน เนื่องจากแนวโน้มของการใช้งานโทรศัพท์เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โทรศัพท์ที่เดิมมีการใช้งานเพียงแค่โทร.เข้า โทร.ออก มาเป็นรูปแบบของสมาร์ทโฟน ที่มีความทันสมัยมากขึ้น

ในความเป็นจริงสมาร์ทโฟนก็คือ โทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถมากกว่าโทรศัพท์มือถือธรรมดา ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาก็ได้ สามารถเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลได้ รองรับการใช้โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเฉพาะงานต่าง ๆ โดยอาศัยระบบปฏิบัติการคล้าย ๆ กับวินโดว์ที่เราคุ้นเคยกัน

ปัจจุบันนี้ ปริมาณการขายสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีหลากหลายยี่ห้อและระบบปฏิบัติการ ดังเห็นได้จากยอดขาย iPhone 4 ของบริษัทแอปเปิล ซึ่งสามารถขายได้ถึง 1.7 ล้านเครื่องหลังจากเปิดขายได้เพียงแค่ 3 วัน ขณะที่สมาร์ทโฟนของบริษัทอื่นก็มียอดขายมากเช่นกัน ในปี พ.ศ.2552 พบว่ายอดขายสมาร์ทโฟนมีมากกว่า 170 ล้านเครื่อง ข้อมูลนี้เป็นตัวยืนยันว่ามีการใช้สมาร์ทโฟนกันมากจริง

สมาร์ทโฟนกับการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น

การใช้งานสมาร์ทโฟนมีความจำเพาะแตกต่างจากการใช้โทรศัพท์ธรรมดา เนื่องจากต้องใช้นิ้วกดตัวอักษรมากขึ้น เช่น การตอบอีเมล์ การส่ง SMS และการแชต

การใช้นิ้วมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับออกแบบการใส่ตัวอักษรของแต่ละเครื่อง เช่น iPhone ใช้การใส่ตัวอักษรด้วยการใช้นิ้วชี้จิ้ม ต้องใช้มือข้างหนึ่งถือตัวเครื่องไว้ และใช้นิ้วชี้ของอีกข้างกดที่แป้นอักษรการกรอบใส่ตัวอักษรแบบนี้ จะทำได้ช้ากว่าเครื่องอื่นที่ใช้รูปแบบการกดแป้นพิมพ์ตัวอักษร โดยใช้นิ้วโป้งของทั้งสองมือเป็นนิ้วคอยป้อนตัวอักษร ส่วนนิ้วอื่นใช้ถือประคองเครื่อง ดังเช่นเครื่อง BlackBerry

เครื่องสมาร์ทโฟนปกติจะมีขนาดเล็ก หากต้องกดตัวอักษรด้วยนิ้วโป้ง จะต้องงอและเกร็งนิ้วโป้งทั้ง 2 ข้าง การกดลักษณะนี้บ่อย ๆ จะส่งผลทำให้เป็นโรคกลุ่มอาการอักเสบของเอ็นข้อมือโคนนิ้วโป้ง (De Quervain syndrome) และการอักเสบของเอ็นที่นิ้วมือจนทำให้เกิดอาการนิ้วโป้งล็อก (Trigger thumb)

กลุ่มอาการทั้ง 2 ชนิดนี้พบได้บ่อย ถึงขนาดมีการให้ชื่อนิ้วโป้งล็อกว่าเป็น Blackberry Thumb ซึ่งหากทำการเสิร์ชในกูเกิลจะพบเว็บไซต์ที่กล่าวถึงคำนี้มากกว่า 280,000 เว็บ

นอกจากกลุ่มอาการทั้ง 2 แล้ว การถือสมาร์ทโฟนนาน ๆ ขณะใช้งาน ยังอาจส่งผลทำให้เกิดอาการปวดบ่าและคอ เนื่องจากกล้ามเนื้อบ่าจะทำงานในลักษณะเกร็งคงค้าง ทำให้มีการสะสมของเสียในกล้ามเนื้อ จนกระทั่งกล้ามเนื้อเกร็งตัวมากขึ้น

ขณะเดียวกันตัวเครื่องสมาร์ทโฟนมีขนาดเล็ก ตัวอักษรก็มีขนาดเล็กด้วย ทำให้มองหน้าจอลำบาก หลายคนจึงต้องก้มคอ เพื่อให้มองดูตัวอักษรหรือหน้าจอได้ถนัดขึ้น ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อคอและสายตาต้องทำงานหนักทำให้ปวดคอและตาได้

ความเครียดกับการใช้สมาร์ทโฟน

สมาร์ทโฟนอาจเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความสะดวกสบาย ใช้งานได้รวดเร็ว รับข่าวสารได้ทันใจหลาย ๆ คนอาจมองว่าเป็นอุปกรณ์ที่ลดภาระการทำงานของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องติดต่อกับคนเป็นจำนวนมาก การเปิดออนไลน์ไว้ตลอดเวลา สามารถทำให้เราติดต่อกับคนอื่นที่ใช้เครื่องลักษณะเดียวกันได้ทุกเวลา และยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายโดยรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม ลักษณะเช่นนี้อาจเป็นดาบ 2 คมได้ เนื่องจากการที่มีข้อมูลส่งมาบ่อย ๆ อาจส่งผลต่อสมาธิในการทำงาน และทุกครั้งที่มีข้อมูลเข้ามา ย่อมสงสัยว่าข้อมูลนั้นคืออะไร เป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ ทำให้ต้องเปิดดูและตอบสนองกับข้อมูลนั้น ถ้าไม่บ่อยครั้งนักก็คงไม่เป็นอะไร แต่ถ้าบ่อยมากขึ้น อาจเป็นการรบกวนสมาธิการทำงาน จนก่อให้เกิดความเครียดและการตึงตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อบ่าไหล่ และคอ

นอกจากกล้ามเนื้อแล้วสมาร์ทโฟนอาจส่งผลต่อการหายใจ ทำให้หายใจติดขัด เพราะเวลาเครียดคนเรามักหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้ออกส่วนบนและคอ มากกว่าการใช้กล้ามเนื้อกะบังลมผลจากการหายใจลักษณะนี้บ่อย ๆ อาจส่งผลต่ออาการเหนื่อยง่ายและกล้ามเนื้ออักเสบได้

และเนื่องจากสมาร์ทโฟนมีขนาดเล็ก ส่งผลให้เป็นโรคกลุ่มอาการอักเสบของเอ็นข้อมือโคนนิ้วโป้งและการอักเสบของเอ็นที่นิ้วมือได้

ภาวะความเครียดกับสมาร์ทโฟนนี้ สามารถสังเกตได้ชัดว่าเราเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่เครียด

กรณีที่ 1 ลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน มักจะกังวลว่าอาจมีคนติดต่อมา บางครั้งกังวลขนาดต้องกลับบ้านเพื่อไปเอาโทรศัพท์มา

กรณีที่ 2 ไปเที่ยวไกล ๆ นอกเขตเมืองและไม่มีสัญญาณของโทรศัพท์เลย นั่นคือจะโทร.ออกหรือรับสายเข้าไม่ได้ กลับไม่รู้สึกถึงความกังวลเท่าไหร่ และอาจจะลืมเรื่องโทรศัพท์ไปเลย

ถ้าผู้อ่านมีลักษณะดังกรณีที่ 1 ถือว่าค่อนข้างเครียดกับการใช้โทรศัพท์

ใช้สมาร์ทโฟนอย่างปลอดภัย

คงเป็นเรื่องยากถ้าจะหลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ทโฟน เพราะสังคมมีการใช้กันมากขึ้น ดังนั้น ควรรู้จักใช้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและห่างไกล จากการบาดเจ็บมากที่สุด ผู้เขียนขอแนะนำการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างปลอดภัย ดังนี้

1.ใช้งานพิมพ์ด้วยนิ้วมือเท่าที่จำเป็น หากจำเป็นต้องพิมพ์มาก ให้พิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์ผ่านทางคอมพิวเตอร์

2.ใช้การพูดผ่านทางโทรศัพท์ หรือข้อความเสียง แทนการพิมพ์

3.หลีกเลี่ยงการใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ อาจทำการพักบ้างเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ

4.ให้ยกสมาร์ทโฟนให้สูงขึ้น เพื่อลดการก้มคอและศีรษะ โดยอาจใช้หมอนหรือกระเป๋าคอยรองแขนเพื่อลดการเกร็งตัวของบ่า

5.หากต้องการใช้สมาธิในการทำงาน ควรปิดการสื่อสารชั่วคราวหรืออาจให้เหลือแค่การรับสายโทรศัพท์ เพื่อลดการดึงความสนใจเมื่อมีข้อความเข้ามา

6.ขณะพัก ให้ทำการยืดเหยียดนิ้ว และแขนให้สุด สลับกับการกำมือแน่น ๆ ช้า ๆ สัก ๑๐ ครั้ง หรืออาจทำการนวดคลายกล้ามเนื้อและเอ็นด้วยตนเองบ้าง

Written on December 24th, 2011 , Uncategorized


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก thisissouthwales.co.uk

นางแบบวัยรุ่นชาวอังกฤษ  ฆ่าตัวตายโดยกระโดดให้รถไฟชน หลังจากที่ถูกแฟนหนุ่มขอยกเลิกนัดเดท

วันนี้ (22 ธันวาคม) เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า แกเบรียลลี โจเซฟ นางแบบสาวชาวอังกฤษ วัย 16 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ แก็บบี้ ฆ่าตัวตายอย่างสยดสยอง โดยการกระโดดให้รถไฟชน หลังจากที่แฟนหนุ่มของเธอส่งข้อความมาขอยกเลิกนัดเดทกับเธอ

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า หลังจากกระโดดรถไฟชนที่สถานีรถไฟเมืองบริตัน เฟอร์รี นางแบบสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยมีบาดแผลหลายแห่งทั่วร่างกาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับครอบครัวของนางแบบสาวเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ เพื่อนของนางแบบสาว เปิดเผยว่า ปกติแล้ว แก็บบี้ จะเป็นคนมีชีวิตชีวา และเข้ากับคนอื่นได้ง่าย แต่หลังจากที่แฟนหนุ่มส่งข้อความมาขอยกเลิกนัดไปชมภาพยนตร์ แก็บบี้ เสียใจมาก และส่งข้อความมาหาเธอว่า เธอจะฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ จากการสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ชันสูตร ฟิลิป โรเจอร์ส เจ้าหน้าที่ชันสูตร เผยว่าช่วงหลายชั่วโมงก่อนจะเกิดเหตุสลด แก็บบี้ได้โพสต์ข้อความยาว 3 หน้า ลงบนเฟซบุ๊ก เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมแล้วส่งให้เพื่อน ๆ โดยเนื้อความในช่วงท้ายระบุเจตจำนงของเธออย่างชัดเจนว่า เธอวางแผนที่จะฆ่าตัวตายจริง ๆ

Written on December 24th, 2011 , Uncategorized

10 วิธีแต่งกายสุดชิคสำหรับสาวมินิไซส์

10 วิธีแต่งกายสุดชิคสำหรับสาวมินิไซส์ (Lisa)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก dodostyle.comtheamy.co.krpaulshop.com

เสริมความมั่นใจให้สาวร่างเล็กมีรูปร่างที่โดดเด่นชวนมองยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความสูงได้ด้วยวิธีเหล่านี้

 1.แต่งสีเดียวกันทั้งชุด เช่น ใส่สีดำ เขียวเข้ม นาวี เบอร์กันดี้ หรือม่วง ตั้งแต่เสื้อไปจนถึงรองเท้า

 2.เลือกเสื้อผ้าที่เข้ารูป หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าหลวม ๆ รวมทั้งผ้าที่มีเนื้อหนาเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้คนที่ค่อนข้างเตี้ย ดูตัวหนากว่าความเป็นจริง

 3.เลือกเสื้อผ้าลายแนวตั้ง ไม่จำเป็นต้องเป็นลายขวางเสมอไป อาจเลือกเป็นลายอื่น ๆ อย่างลายทางก็จะช่วยเพิ่มความสูงให้คุณได้

 4.เลือกคอวี หรือคอเสื้อที่เป็นรูปตัว U ก็ได้ ที่จะช่วยพรางตาให้คุณดูสูงขึ้น

 5.ใส่รองเท้าสันสูง เป็นวิธีเบสิกที่สุดในการเพิ่มความสูง โดยเลี่ยงรองเท้าที่มีสายคาดปิดตรงช่วงข้อเท้า เพราะจะทำให้ขาสั้นลง

 6.ไม่ใส่ผ้าเนื้อหนา รวมทั้งเสื้อผ้าที่มีเท็กซ์เจอร์มากเกินไปจนดูหนักไปหมด

 7.เลือกกระเป๋าขนาดพอเหมาะ ไม่ใช้กระเป๋าใบใหญ่จนเกินไป เพราะจะไม่รับกับสาวที่มีรูปร่างเล็ก

 8.หลีกเลี่ยงมินิ ทั้งมินิสเกร์ตและมินิเดรส ที่เหมาะสำหรับสาวขายาวหุ่นดี ซึ่งเดรสสั้นจะให้ผลที่ตรงกันข้ามกับคนที่มีรูปร่างเตี้ย เพราะความยาวของชุดจะอยู่ตรงช่วงที่หนาที่สุดของสะโพก และจะเน้นให้ช่วงขาดูสั้นกว่าเดิม

 9.คาดเข็มขัดเส้นเล็ก เข็มขัดเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ จะช่วยเน้นรูปร่างคุณได้อย่างลงตัว แต่ถ้าเป็นเส้นใหญ่ ๆ หนา ๆ มันจะขัดกับความสูงของคุณ

 10.เลือกกางเกงขาตรง กางเกงขาตรงนั้นเซฟที่สุดสำหรับสาวขาสั้น เพราะจะช่วยให้ขาดูยาวขึ้น และหลีกเลี่ยงกางเกงที่มีกระเป๋าใหญ่ ๆ และแบบอัดพลีต

Written on December 20th, 2011 , Uncategorized

a845.com is proudly powered by WordPress and the Theme Adventure by Eric Schwarz
Entries (RSS) and Comments (RSS).

a845.com

การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์